โดยธนะสิทธิ์ อัสสมงคล
โดยปกติแล้ว กลยุทธ์ขององค์กรมักจะเกี่ยวข้องกับวิธีที่องค์กรจะนำมาใช้ เพื่อตอบสนองต่อตลาด (Market) เช่น การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป, การขยายสาขาไปยังแหล่งที่มีลูกค้าอาศัยอยู่มาก, หรือ การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายเพื่อความสะดวกในการเข้าถึงสินค้า/บริการขององค์กร เป็นต้น โดยวิธีคิดของการวางกลยุทธ์แบบนี้ จะมองว่าตลาด (Market) โดยเฉพาะลูกค้า (Customer) คือผู้ที่เกี่ยวข้องหลักในกิจกรรมทางธุรกิจ (Stakeholder) ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยังมีบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้องในกิจกรรมทางธุรกิจ และมีความสำคัญไม่แพ้กันกับลูกค้าขององค์กรเองอีกด้วย เช่น หน่วยงานภาครัฐ, องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGO), องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลต่างๆ, ชมรมหรือสมาคม, และรวมไปถึง ประชาชนทั้งหมดในสังคมอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เกิดแนวคิดการวางกลยุทธ์องค์กรที่เรียกว่า กลยุทธ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตลาด (Nonmarket Strategy) เนื่องจากเป็นการวางกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่ไม่ใช่ “ตลาด” ขององค์กร เนื่องจาก กลุ่มต่างๆเหล่านี้ สามารถส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร รวมไปถึงพฤติกรรมของตลาดได้อีกด้วย และเมื่อองค์กรนำวิธีคิดกลยุทธ์ทั้งสองรูปแบบมาพิจารณาร่วมกันแล้ว ก็จะเป็นรูปแบบที่เรียกว่า กลยุทธ์เชิงบูรณาการ (Integrated Strategy) ซึ่งก็มีนักวิชาการทางด้านการจัดการหลายๆคนที่เขียนบทความเกี่ยวกับแนวคิดด้านนี้เช่นกัน
Continue reading »
โดย ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย
เมื่อปีที่แล้วเป็นปีครบรอบ ๑๕๐ ปีชาตกาลของ รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) กวีคนสำคัญแห่งเบงกาลี ผู้มีบืกวีเป็นเพลงชาติของประเทศคือ อินเดียและบังคลาเทศ คนไทยส่วนหนึ่งที่เป็นหนอนหนังสือย่อมจะรู้จักท่านดีในนามว่า ท่านรพินทร์ฯ โดยเล่มหลักที่รู้จักกันดีได้แก่ คีตาญชลี แปลโดย กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย และ สาธนา แปลโดย ระวี ภาวิไล และเล่มอื่นๆ ที่แปลโดย ประคิณชุมสาย ณ อยุธยา, ปรีชา ช่อปทุมมา, แดนอรัญ แสงทอง, อนุสรณ์ ติปยานนท์ เป็นต้น
กระนั้น ปัจจุบันฝรั่งโดยมากไม่จดจำท่านเสียแล้ว แต่ที่ท่านขึ้นชือระบือไกลนั้นก็เพราะท่านเป็นคนเอเชียคนแรกได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๓ ส่วนหนึ่งพวกฝรั่งอ้างว่ามาจากหนังสือรวมบทกวีแปล คีตาญชลี ที่แต่เดิมนั้นต้นฉบับเป็นภาษาเบงกาลี โดยเจ้าตัวแปลเป็นอังกฤษ และได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยกวีไอริช นาม เยตส์ (W. B. Yeats) ที่ถัดมา ในบั้นปลายของชีวิตมหากวีนั้น ทำท่าเหมือนว่าจะไม่ยอมรับบทแปลของตนเองที่ถูกแก้ไขโดยกวีไอริชเสียทีเดียว ส่วนเยตส์นั้นต่อมาก็ได้รับรางวัลโนเบลอีกด้วย อนึ่ง ต่อเรื่องนี้ฝรั่งบางส่วนปากกล้าถึงขนาดกล่าวว่า เป็นเยตส์นั่นเองที่ได้โนเบลสองครั้งนั่นเลยทีเดียว
Continue reading »
โดย กิตติ คำแก้ว
“The World is Thirsty Because We are Hungry” เป็นประโยคที่องค์การสหประชาชาติใช้ในการโปรโมต วันน้ำโลก หรือ World Water Day ซึ่งปีจะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ.2012 ภายใต้แคมเปญที่ชื่อว่า “Water and Food Security” ตามชื่อแคมเปญทำให้พอทราบว่าปีนี้ theme งานจะเน้นไปที่เรื่องความมั่นคงทางอาหารซึ่งมีน้ำเป็นปัจจัยหลัก ผู้เขียนนึกไปถึงงานเขียนชิ้นหนึ่งของ Sandra L. Postel นักอนุรักษ์น้ำชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้ง Global Water Policy Project เธอเกริ่นเริ่มต้นไว้ในงานเขียนที่ชื่อ Water for Food Production: Will There Be Enough in 2025? ว่า “…Yet to date, I am aware of no global food assessment that systematically addresses how much water will be required to produce the food supplies of 2025 and whether that water will be available where and when it is needed.” (BioScience, August 1998) Sandra อภิปรายแนวทางด้านนโยบายและการลงทุนในระบบชลประทาน ซึ่้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์ปริมาณน้ำที่ต้องใช้ในการผลิตอาหารสำหรับผู้บริโภคทั่วโลกในขณะนั้น (ปี 1995) การประเมินปริมาณน้ำที่คาดการณ์ว่าต้องใช้ในการผลิตอาหารสำหรับป้อนคนทั้งโลกในปี 2025 และปริมาณน้ำในส่วนที่จำเป็นต้องมาจากการชลประทาน (Irrigation Water) เธอนำเสนอผลการวิเคราะห์ในบริบทของปริมาณน้ำที่มีอยู่ และแนวโน้มในอนาคตของทรัพยากรน้ำในภูมิภาคของโลกใบนี้
Continue reading »
โดย กู้เกียรติ ทุดปอ
ความลับของใยแมงมุมเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์สนใจกันมานานแล้ว จนเร็วๆนี้ Markus Buehler และทีมงานจาก MIT, Massachusetts ได้ค้นพบว่าความแข็งแรงของใยแมงมุมแปรผันตามความเครียดของแมงมุมเอง
Continue reading »
โดย ชล บุนนาค
Going Beyond Panaceas (ผู้เขียนแปลชือบทความเป็นภาษาไทยว่า ก้าวข้ามยาสารพัดนึกในการแก้ปัญหาการจัดการทรัพยากร) เป็นบทความที่พูดถึงภาพรวมของบทความที่เหลือในเอกสารจากการประชุม National Academy of Science ของสหรัฐอเมริกา ในประเด็นเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ผู้เขียนเห็นว่าเป็นบทความที่น่าสนใจและอาจสะท้อนปัญหาแนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในเมืองไทยได้ จึงเลือกบทความนี้มาเขียน review
Continue reading »
Can You Say What Your Strategy Is?
โดย ธนะสิทธิ์ อัสสมงคล (แปลและเรียบเรียง)
ไม่ว่าจะเป็นองค์กรหรือหน่วยงานประเภทใด ทั้งหน่วยงานเอกชน, ภาครัฐ, หรือภาคการศึกษา ก็ย่อมต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์องค์กร (Vision Statement), พันธกิจองค์กร (Mission Statement), รวมถึงกลยุทธ์ขององค์กร (Strategy Statement) เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางและหางเสือสำหรับองค์กร ที่จะแล่นผ่านกระแสน้ำแห่งการแข่งขันที่เชี่ยวกราดไปได้ (แน่นอนว่า หน่วยงานภาครัฐ และภาคการศึกษาเองก็มีการแข่งขันเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยย่อมต้องแข่งขันการเพื่ออันดับที่ดีขึ้นทางด้านวิชาการ / กิจกรรม / ฯลฯ หน่วยงานภาครัฐ ก็อาจต้องแข่งขันกับตัวเองเพื่อบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของหน่วยงาน)
แต่ในโลกของความเป็นจริง เราอาจพบว่าหลายๆครั้ง ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร กลับไม่สามารถเขียนกลยุทธ์องค์กร (Strategy Statement) ให้มีเนื้อหาที่ครบถ้วน และเข้าใจง่าย ที่จะทำให้บุคลากรในองค์กรสามารถนำไปปฏิบัติได้ ดังที่ David J. Collis และ Michael G. Rukstad ได้เขียนไว้ในบทความชื่อ “Can You Say What Your Strategy Is?” ลงในนิตยสาร Harvard Business Review ฉบับประจำเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2008 โดยเขาทั้งสองได้เน้นว่า กลยุทธ์องค์กรที่ดีนั้นจะต้องเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน (simple and clear) และปัจจัยสำคัญสองประการนี้สามารถมีผลชี้ถึงความสำเร็จในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Implement) ได้อีกด้วย ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดนั้น กลยุทธ์องค์กรที่เข้าใจได้ยากและไม่ชัดเจนนั้นมีค่าไม่ต่างกับการไม่มีกลยุทธ์องค์กรเลยด้วยซ้ำ
Continue reading »
3. คำสอนว่าด้วยความยากจน, ความมั่งคั่งและรายได้
ในอัคคัญญสูตร (พระสุตตันตปิฎก เล่ม 3 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค – เป็นที่รู้จักในวงวิชาการตะวันตกว่าเป็น Buddhist Book of Genesis) มีคำสอนที่วิเคราะห์การเกิดขึ้นของ ?กรรมสิทธิ์เอกชน? (Private property) เอาไว้ด้วย ? เรื่องโดยสรุปคือ แต่เดิมนั้นทรัพยากรนั้นมีเหลือเฟือและทุกคนก็ใช้ร่วมกัน ข้าวนั้นสมบูรณ์มากขนาดว่าถ้าเก็บเพื่อบริโภคตอนเย็น ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นต้นใหม่ก็จะเจริญเติบโตพร้อมสำหรับเก็บเกี่ยวสำหรับอาหารเช้าได้ แต่เมื่อความไม่เท่าเทียมกันในรูปลักษณ์ภายนอกปรากฎชัดขึ้น ความตกต่ำของคุณธรรมในสังคมก็เกิดขึ้น เริ่มจาการที่คนที่รูปลักษณ์ดีกว่า เหยีดหยามคนที่รูปลักษณ์ต้อยต่ำกว่า ต่อมาคนเริ่มต้องการจะมีความพอใจที่สูงขึ้น จึงเริ่มที่จะเก็บเกี่ยวข้าวมากกว่าที่จะใช้บริโภคและเก็บไว้สำหรับหลายๆมื้อ แล้วเอาไว้เวลาที่เหลือไปทำงานหรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง แต่การกระทำลักษณะนี้ทำให้ข้าวพันธุ์ดังกลาวหายไป ซึ่งอาจตีความได้ว่า มีการลดน้อยถอยลงของผลผลิตที่ได้จากที่ดิน หลังจากนั้นจึงเกิดการแบ่งที่ดินกันเป็นกรรมสิทธิ์ของแต่ละคน ตามมาด้วยการขโมย โกหก และอื่นๆ (อ่านทั้งพระสูตรได้ที่?http://th.wikisource.org/wiki/พระสุตตันตปิฎก_เล่ม_๓_ทีฆนิกาย_ปาฏิกวรรค_-_๔._อัคคัญญสูตร)
Continue reading »
Frederic Pryor นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่เขียนงานเกี่ยวกับพุทธเศรษศาสตร์ที่น่าสนใจไว้ 2 ชิ้นในปี 1990 และ 1991 ตีพิมพ์ลงใน American Journal of Economics and Sociology ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่วิทยาลัย Swarthmore (1972-1998) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Senior Research Scholar ที่วิทยาลัย Swarthmore (1998-present) เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานในภาควิชาการคนแรกเท่าที่ค้นเจอใน Google Scholar ที่สนใจพุทธเศรษฐศาสตร์โดยตรง
งาน 2 ชิ้นของเขามุ่งเน้นค้นคว้าเกี่ยวกับ ระบบเศรษฐกิจแบบพุทธ (Buddhist Economic System) โดยชิ้นแรกเน้นที่หลักการที่ปรากฎในพระไตรปิฎก คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจ ชิ้นที่สองได้มีการนำเสนอระบบเศรษฐกิจแบบพุทธที่เป็นไปได้บนพื้นฐานของคำสอนในพระไตรปิฎก
สำหรับบทความนี้จะเน้นที่บทความแรกในปี 1990 ของเขาก่อน ชื่อ ?A Buddhist Economic Syste. In Principle: Non-Attachment to Worldly Things is Dominant but the Way of the Law is Held Profitable? [ระบบเศรษฐกิจแบบพุทธ: ในเชิงหลักการ การไม่ยึดติดกับเรืองทางโลกมีอิทธิพลมากแต่เส้นทางแห่งธรรมก็ยังมีกำไรได้]
Continue reading »
* เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์?http://thaistudents.nl/node/24
by กู้เกียรติ (แปลและเรียบเรียง)
ขี้หู?(ear wax หรือ cerumen) พบได้ในหูของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ไม่มีใครทราบชัดเจนว่ามีหน้าที่อะไร บ้างก็ว่าหลั่งออกมาทำความสะอาดช่องหู (ดูสกปรกมากกว่า ว่ามั้ยครับ) บ้างก็ว่าหลั่งออกมาหล่อลื่นช่องหูและดักจับแมลง (อันนี้ค่อยฟังขึ้นหน่อย) แต่ก็มีคนแย้งว่าขี้หูไม่เห็นมีประโยชน์เลย มิหนำซ้ำยังทำให้ไม่ค่อยได้ยินอะไรเพราะไปอุดกั้นทางเดินเสียงไปยังเยื่อแก้วหูนั่นเอง
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีคุณหรือโทษ ก็มีนักวิทยาศาสตร์ศึกษาลักษณะของขี้หูและพบว่ามี 2 ชนิด คือแบบเปียกกับแบบแห้ง (ยังกับประเภทขยะแน่ะ) ขี้หูแบบเปียกพบได้บ่อยในฝรั่ง ส่วนขี้หูแบบแห้งมักพบในคนเอเชีย (โดยเฉพาะแถบอากาศหนาวอย่างญี่ปุ่น) สาเหตุที่คนญี่ปุ่นมีขี้แห้งนั้นสันนิษฐานว่าเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำในภาวะอากาศหนาวนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงมีคนสงสัยว่าอะไรทำให้คนเรามีขี้หูต่างกัน?
Continue reading »